วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

TCP (Transmission Control Protocol)



TCP (Transmission Control Protocol)

          เป็นหนึ่งในโปรโตคอลที่สำคัญของชุดโปรโคตอล TCP/IP ซึ่งทำงานอยู่ในชั้น Transpot Layer มีความน่าเชื่อถือในการส่งข้อมูลสูง เพราะตัวโปรโตคอลเองจะมีการ Check ความสมบูรณ์ของข้อมูลและมีการเรียงลำดับของ Packet ที่ถูกส่งมาในเครือข่าย

หน้าที่ของโปรโตคอล TCP ในชั้น Transpot Layer

- ทำการจัดแบ่งข้อมูลที่ได้รับจากชั้น Application Layer ให้พอเหมาะที่จะส่งไปบนเน็ตเวิร์ก ซึ่งถ้าเราไม่มีการแบ่งข้อมูลให้เป็น Packet ย่อยๆแล้ว การส่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่จะทำให้เกิดความล่าช้า โดยเราจะเรียกหน่วยของข้อมูลในระดับนี้เราเรียกว่า "TCP Segment"
- มีการสร้างการเชื่อมต่อกระหว่างต้นทางและปลายทางก่อนจะมีการส่งข้อมูลกันจริงๆ
- มีการจัดลำดับในการส่งข้อมูลก่อนหลังและมีการตรวจสอบว่าปลายทางได้รับข้อมูลที่ส่งไปครบถ้วน
- มีการทำกระบวนการ Error Recovery เมื่อปลายทางไม่ได้รับข้อมูลที่ส่งไป
- คอยควบคุมการรับ - ส่งข้อมูล
- มีการนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบรวมกันเพื่อส่งไปชั้น Application Layer (ในกรณีที่เป็นฝั่งรับข้อมูล)

กระบวนการ Three Way Handshake

          เป็นการสร้าง Connection ระหว่างต้นทางและปลายทาง ก่อนจะมีการส่งข้อมูลกันจริงๆ เหมือนกับเวลาเราโทรสับเราก็ต้อง กดหมายเลขโทรสับและรอจนกว่า อีกฝั่งจะรับสาย ถึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้


รูปที่ 1 กระบวนการทำงานของ Three Way Handshake

          จากรูปที่ 1 จะเห็นได้ว่า Client จะทำการส่งpacket ที่มี ฟิลด์ SYN (Synchronize) ไปให้แก้ Server เพื่อให้ Server ส่ง packet ที่มีฟิลด์ SYN และ ACK (Acknowledgement) เพื่อเป็นการยืนยันว่าฝั่ง Server พร้อมที่จะทำการรับข้อมูล และเมื่อ Client ได้รับ packet ที่มีฟิลด์ SYN และ ACK แล้ว ก็จะทำการส่ง packet ที่มีฟิลด์ ACK ซ้ำอีกครั้งเพื่อบอกว่า กำลังจะส่งข้อมูลไปให้ Server นะ ในระหว่างที่ทำการบวนการ Three Way Handshake เครื่อง Client และ เครื่อง Server จำทำการตกลงว่า ขนาดของ Windows Size ที่ส่งมีขนาดเท่าไร

Sliding Windows

          เป็นวิธีในการควบคุมการส่งข้อมูลผ่านเครื่อข่ายโดยหลังจากผ่านกระบวนการ Three Way Handskake แล้ว และมีการส่งข้อมูลจาก Client ไปยัง เครื่อง Server แล้ว เครื่องServer จะทำการส่งข้อมูล ACK กลับ เพื่อเป็นการยืนยันว่าเครื่อง Server ได้รับแพ็คเก็ตเรียบร้อยและถูกต้องแล้ว ส่วน Window Size เป็นค่าที่บอกเครื่องต้นทางว่าสามารถส่งแพ็คเก็ตได้คราวละกี่แพ็คเก็ตโดยที่ไม่ต้องรอรับ ACK ของทุกๆ แพ็คเก็ต ซึ่งการใช้sliding window นั้น เครื่องปลายทางสามารถส่งข้อมูล ACK เพียวครั้งเดียวสำหรับยืนยันการรับแพ็คเก็ตหลายๆ แพ็คเก็ตได้ ส่วนข้อมูล ACK ที่เครื่องปลายทางส่งกลับไปยังต้นทางนั้นจะมีข้อมูลขนาดหน่วยความจำที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องต้นทาง ซึ่งข้อมูลนี้จะบอกเครื่องต้นทางว่าควรเพิ่มหรือลดจำนวนของแพ็คเก็ตที่ส่งไปยังเครื่องรับ




รูปที่ 2 แสดงการทำงานของกระบวนการในการส่งข้อมูล

          จากรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่าเมื่อเสร็จสิ้นในการส่งข้อมูลแล้วเครื่องปลายทางจะทำการส่ง FIN,ACK กลับมาเพื่อบอกว่าเสร็จสิ้นการส่งข้อมูลแล้ว แล้วเครื่องต้นทางก็จะส่ง ACK ตอบกลับมาว่ารับทราบ 

          จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า โปรโตคอล TCP มีการตรวจสอบการรับ ส่งข้อมูลตลอดทำให้มีความน่าเชื่อถือว่าจะส่งข้อมูลได้ครบถ้วนแน่นอน...หวังว่าคนอ่านจะได้อะไรบ้างจากบทควาที่เขียนด้วยความรู้งูๆปลาๆของผมนะ    ไปละ...ฟิ้วววววว~~!!









วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

TCP/IP (Transmitsion Control Protocol/Internet Protocol)

TCP/IP (Transmitsion Control Protocol/Internet Protocol)

          เป็นชุดโปรโตคอลที่นำโปรโตคอลหลายๆ ตัวมาใช้งานร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เครื่องของผู้ใช้งานสามารถส่งข้อมูลจากต้นทาง - ปลายทาง  ทั้งเครือข่ายภายใน (Local) และเครือข่ายภายนอก (Internet) ถึงแม้ว่าในระหว่างการส่งข้อมูล เกิดเส้นทางในการส่งข้อมูลเกิดปัญหา โปรโตคอลก็จะค้นหาเส้นทางใหม่เพื่อให้ข้อมูลสามารถส่งไปถึงปลายทางได้และเป็นโปรโตคอลที่มีความคล่องตัวต่อการสื่อสารข้อมูลได้หลายชนิดทั้งแบบที่ไม่มีความเร่งด่วน เช่น การจัดส่งแฟ้มข้อมูล และแบบที่ต้องการรับประกันความเร่งด่วนของข้อมูล เช่น การสื่อสารแบบ real-time และทั้งการสื่อสารแบบเสียง (Voice) และข้อมูล (Data)



รูปที่ 1 OSI Model and TCP/IP

          จากรูปที่ 1 เป็นการเปรียบเทียบแต่ละ Layer ของ TCP/IP กับ  OSI Model  ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้ 

Application Layer   

          จะเป็นชั้น ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับผู้ใช้และให้บริการต่าง ๆ เช่น FTP, Telnet, SNMP ฯลฯ โดยจะมีการทำงานเหมือนกับ 3 ชั้นบนของ OSI Model

Host-to-Host Layer 

          จะเป็น TCP หรือ UDP ที่ทำหน้าที่คล้ายกับชั้นที่ 4 ของ OSI คือ ควบคุมการรับส่งข้อมูลจากปลายด้านส่งถึงปลายด้านรับข้อมูล และตัดข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยให้เหมาะกับเครือข่ายที่ใช้รับส่งข้อมูล รวมทั้งประกอบข้อมูลส่วนย่อยๆนี้เข้าด้วยกันเมื่อถึงปลายทาง

Internet Layer 

          ได้แก่ส่วนของโปรโตคอล IP ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับชั้นที่ 3 ของ OSI คือเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบเครือข่ายที่อยู่ชั้นล่างลงไป และทำหน้าที่เลือกเส้นทางการรับส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์เครือข่ายต่าง ๆ จนไปถึงผู้รับข้อมูล ในชั้นนี้จะจัดการกับกลุ่มข้อมูลในลักษณะที่เรียกว่า frame ในรูปแบบของ TCP/IP ที่เรารู้จักกันนั่นเอง

Network Access Layer 

          ชั้นที่ควบคุม Hardware การรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย ซึ่งเทียบได้กับชั้นที่ 1 และ 2 ของ OSI ในชั้นนี้จะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Hardware และควบคุมการรับส่งข้อมูลในระดับ Hardware ของเครือข่าย ซึ่งที่ใช้กันอยู่จะเป็นตามมาตรฐานของ IEEE เช่น IEEE 802.3 จะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน LAN แบบ Ethernet LAN หรือ IEEE 802.5 จะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน LAN แบบ Token Ring เป็นต้น



รูปที่ 2  TCP/IP Protocol Stack

          จากรูปที่ 2 เป็น flow การทำงานของ Protocol ที่อยู่ใน  OSI Model  ความสัมพันธ์ของแต่ละ Protocol ในแต่ละชั้นผู้อ่านลองมาเปรียบเทียบกับชั้นของ TCP/IP ดูนะครับว่า โปรโตคอลไหนอยู่ชั้นไหน ซึ่งผมจะอธิบายหลักการทำงานของแต่ละ Protocol ที่สำคัญๆ ในบทความต่อ ๆ ไปนะครับ....^_^









วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Switch และ หลักการทำงานของ Switch


      วันนี้ผมคิดว่าจะอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของ Switch แต่เปิดเว็ปไปเว็ปเปิดมา  ว้าว..เขียนได้ฟรุ้งฟริ้ง  กิง ก่อง แก้ว มาก.!! เลยขออนุญาติเอา ทั้งสองบทความที่เขียนไว้มารวมกันเลยนะครับ   ขออภัยที่ลอกมาโดยไม่ขออนุญาติละกันเนอะ


          : http://www.netbright.co.th/?name=knowledge&file=readknowledge&id=13
 

Switch

      Switch เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาการต่อจากฮับอีกทีหนึ่งมีความสามารถมากกว่า Hub โดยการทำงานของสวิตซ์จะส่งข้อมูลออกไปเฉพาะพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีปลายทางเท่านั้น ในขณะที่ Hub จะส่ง Packet ไปทุกพอร์ต ทำให้ในสวิตซ์ไม่มีปัญหาการชนของข้อมูล (แต่ฮับจะเกิดความสิ้นเปลืองของ Bandwidth)
      สวิตซ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link Layer คือจะรับผิดชอบในการเชื่อมโยงของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของการติดต่อจากโหนดหนึ่งไปอีกโหนดหนึ่งและความสมบูรณ์ของการรับส่งข้อมูล สำหรับในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลนั่นจะทำการแบ่งข้อมูลระดับบิตที่ได้รับจากชั้น Physical Layer เป็นข้อมูลชนิดที่เรียกว่า เฟรม ก่อนจะส่งไปยังชั้นถัดไป ก็คือ Network Layer

การออกแบบเน็ตเวิร์กเป็นลำดับชั้น (Hierarchical Network Design)

Hierarchical Design

      เป็นหลักการออกแบบเน็ตเวิร์กอย่างหนึ่ง (ผมก็ไม่กล้าฟันธงนะว่ามีอย่างอื่นหรือเปล่าแต่เท่าที่รู้มีแต่อันนี้ละ 555+ )  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถวางแผนในการวางเน็ตเวิร์กได้ง่าย  สะดวกในการเลือกใช้อุปกรณ์ ง่ายต่อการคอนฟิกและที่สำคัญง่ายต่อการแก้ไขปัญหาบางจุด  โดยการออกแบบเน็ตเวิร์กที่เป็นลำดับชั้นนี้จะมีทั้งหมด 3 Layer คือ   Access Layer (ชั้นล่าง), Distribution Layer (ชั้นกลาง) และ Core Layer (ชั้นบน)


Access Layer

      เป็นชั้นที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้งานมากๆเนื่องจากชั้นนี้เป็นชั้นที่อุปกรณ์เน็ตเวิร์กเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานกับอุปกรณ์เน็ตเวิร์กชั้น Distribution หรือ Core Layer  (แล้วแต่ออกแบบอ่ะนะ = = ") โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่บน Layer 2 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ราคาถูกจำพวก Switch L2 เป็นต้น

OSI Model

OSI Model (Open Systems Interconnection model)


          เป็นลำดับชั้นในการติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ โดยแต่ละชั้นมีหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกัน OSI Model ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ หรือ ซอร์ฟแวร์ ใช้เป็นโครงสร้างในการสร้างอุปกรณ์ เพื่อให้อุปกรณ์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ถึงแม้อุปกรณ์จะมาจากผู้ผลิตคนละรายองค์ประกอบของ OSI MedelOSI Model มีองค์ประกอบทั้งหมด 7 ชั้น ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน โดยผู้เขียนจะอธิบายจากชึ้น บนลงมาเพื่อให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น (หรือป่าวว >,,<)






วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

การทำ nat เพื่อแชร์เน็ตให้กับเน็ตเวิร์กภายใน (centos 6)


เพื่อให้เข้าใจง่ายจะ อธิบายเน็ตเวิร์กตัวอย่างขึ้นมา



1.เครื่องหลัก (frontEnd) เป็นเครื่องที่สามารถติดต่อได้ทั้งเน็ตเวิร์กภายใน-นอก ซึ่งจะมีเน็ตเวิร์กการ์ดอยู่ 2 ใบ
   - ใบแรก  eth0 : ipaddress :10.2.80.253/8   ใช้สำหรับติดต่อกับเน็ตเวิร์กภายนอก(ไว้ออกเน็ต)
   - ใบสอง  eth1 : ipaddress : 192.168.10.1/24 ใช้สำหรับติดต่อกับเน็ตเวิร์กภายใน
2.เครื่องลูก  (client)  เป็นเครื่องที่เราต้องการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านเครื่อง frontEnd
   - คอนฟิกให้อยู่ในเน็ตเวิร์ก   192.168.10.0/24 ซึ่งเป็นวงเดียวกับการ์ด eth1
   - ให้ชี้ gateway มาที่  192.168.10.1 ซึ่งก็คือ eth0

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

“failed to fetch” error เมื่อ apt-get update


มีบ้างครั้งเมื่อเรา apt-get update แล้วมีการ error ที่แจ้งว่า  “failed to fetch”หรือเหมือนอย่างด้านล่าง
=====================================================
Err http://security.ubuntu.com precise-security Release.gpg
  Unable to connect to security.ubuntu.com:http: [IP: 91.189.92.190 80]
Reading package lists... Done
W: Failed to fetch http://ph.archive.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise/InRelease  

W: Failed to fetch http://ph.archive.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise-updates/InRelease  

W: Failed to fetch http://ph.archive.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise-backports/InRelease  

W: Failed to fetch http://security.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise-security/InRelease  

W: Failed to fetch http://extras.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise/InRelease  

W: Failed to fetch http://ph.archive.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise/Release.gpg      Unable to connect to ph.archive.ubuntu.com:http: [IP: 91.189.92.177 80]

W: Failed to fetch http://ph.archive.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise-updates/Release.gpg  Unable to connect to ph.archive.ubuntu.com:http: [IP: 91.189.92.177 80]

W: Failed to fetch http://ph.archive.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise-backports/Release.gpg  Unable to connect to ph.archive.ubuntu.com:http: [IP: 91.189.92.177 80]

W: Failed to fetch http://extras.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise/Release.gpg  Unable to connect to extras.ubuntu.com:http:

W: Failed to fetch http://security.ubuntu.com/ubuntu/dists/precise-security/Release.gpg  Unable to connect to security.ubuntu.com:http: [IP: 91.189.92.190 80]

W: Some index files failed to download. They have been ignored, or old ones used instead.
==========================================================

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การติดตั้ง Web Server (apache)

เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) คือ
                เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องบริการเว็บแก่ผู้ร้องขอด้วยโปรแกรมประเภทเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) ที่ร้องขอข้อมูลผ่านโปรโตคอลเฮชทีทีพี (HTTP = Hyper Text Transfer Protocol) เครื่องจะส่งข้อมูลให้ผู้ร้องขอในรูปของข้อความ ภาพ เสียง หรือสื่อผสม เครื่องบริการเว็บจะเปิดบริการพอร์ท 80 (HTTP Port) ให้ผู้ร้องขอได้เชื่อมต่อผ่านโปรแกรมประเภทเว็บ
สิ่งที่
Web Server  ต้องการมีอยู่ 3 โปรแกรมหลัก
                -  Apache   :   เป็นซอร์ฟแวร์ที่ทำให้เครื่องให้บริการเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์
                -  PHP         :   โปรแกรมที่ทำหน้าประมวลผลการทำงานของภาษา PHP
                -  MySQL     :  โปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูล  
โดยหน้าที่หลักของ webserver ทั่วไปมีดังนี้
                - คอยจัดการ Request ก็คือ การร้องขอข้อมูล
               
- คอยจัดการ Resposne ก็คือ การส่งข้อมูลกลับไป
               
- คอยจัดการ process และจัดลำดับ ของ request และ response
               
- คอยเก็บ logs ที่มีการ access เข้ามารวมกระทั้ง error ต่างๆๆ ที่ webserver พบ เช่น ไม่เจอไฟล์ชื่อนี้
                 -สามารถ เอา module มาใช่ร่วมกับ webserver ได้ ยกตัวอย่างเช่น Apache นั้น ไม่สามารถ run ไฟล์ .php ได้ ต้อง เรียกใช้ module php อีกที หรือ การ rewrite url ก็ใช่เดียวกันต้องใช้ mod_rewrite ในการสร้าง


วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

IP Address


IP Address 

IP Address หรือ Internet Protocol Address มีความสำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องอะไรกับ
เราบ้าง ปัจจุบันคงไม่ต้องกล่าวถึงแล้ว IP Address เป็นหมายเลขที่ใช้กำหนดให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ
อุปกรณ์ Network ต่างๆ เช่น Router, Switch , Firewall , IP Camera , IP Phone , Access
point , เป็นต้น และอีกไม่นานอุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์สื่อสารทุกประเภทที่จะออกวางจำหน่ายจะมีIP
Address ติดมาด้วยจากโรงงานเลยทีเดียว IP Address ที่ใช้ในปัจจุบันนั้นจะเป็นชนิดที่เรียกว่า IPv4
(IP version 4) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงมีการพัฒนาเป็น IPv6 (IP version 6) เพื่อรองรับ
อุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ๆที่ต้องใช้IP Address ในการติดต่อสื่อสาร และในเมืองไทยเองก็มีการใช้IPv6
ในหลายหน่วยงานแล้ว หน่วยงานที่จัดสรร IP Address ให้ในแถบ Asia Pacific คือAPNIC ผู้
ให้บริการ Internet หรือ ISP จะขอ IP จาก APNIC แล้วนำมาแจกจ่ายให้แก่ลูกค้าของ ISP นั้นๆอีกต่อไป
สำหรับผู้ที่จะสอบใบ Certificate ค่ายต่างๆ เช่น CCNA , CCNP , LPI , Security + , CWNA
เป็นต้น ล้วนแล้วแต่จะต้องมีความรเู้ กี่ยวกับ IP Address ทั้งสิ้น โดยเฉพาะ IPv4 จะต้องคำนวณได้อย่าง
แม่นยำและรวดเร็ว

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การติดตั้ง Web server แบบ SSL (Self Sign)


การติดตั้ง Web server แบบ SSL (Self Sign)


         SSL(Secure Socket Layer)เป็นการเข้ารหัสข้อมูลในการรับส่งข้อมูล โดยจะมีทั้งแบบที่เป็น Self Sing คือผู้จัดทา Certificate เป็นผู้รับรองตนเอง และแบบที่เป็นการรับรองจากองค์กรอื่นๆ เช่น ในกรณีของผู้ให้บริการ Certification Authority (CA)
สร้างไดเร็กทอรี่สาหรับติดตั้ง key โดยใช้คาสั่ง

$sudo mkdir –p /ect/webssl/
$cd /etc/webssl/

ติดตั้งโปรแกรม openssl โดยใช้คาสั่ง

$sudo apt-get install open ssl

ก่อนอื่นปรับแต่งแฟ้มข้อมูล /etc/ssl/openssl.cnf
เพื่อความเหมาะสมกับการทำงาน

# nano /etc/ssl/openssl.cnf

ให้เปลี่ยนตัวแปร CountryName_default เป็น TH
CountryName_default = TH
ให้เปลี่ยนตัวแปร State0rProvinceName_default จาก same-state เป็น ค่าว่าง
State0rProvinceName_default =
สร้าง private key

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Failed to load session “ubuntu”



Failed to load session “ubuntu”

     วันนี้ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังล่าสุดผมเพิ่งลง ubuntu  server แล้วอยากติดตั้ง GUI ของมันซึ่งก็เปิดหาจากบทความทั้วๆไปนะคับซึ่งผมก็ลงตามอ่ะนะแล้วพอกด  startx  ซึ่งเป็นคำสั่งในการรันหน้า  GUI ปรากฏว่า  ชิบ.....   มันแจ้งว่า   Failed to load session “ubuntu”   ซวยละเลยต้องหาวิธีแก้ก็ไปเจอมาแจ่มมากลองแล้ว  ถ้าใครประสบปัญหาแบบผม  ทำตามนี้ได้เลยนะคับ  ^ ^ (ไม่รุว่ามันมีวิธีอื่นที่ง่ายกว่านี้ไหมอ่ะนะ)

1.เราก็ บูท Ubuntu  ขึ้นมาทำการล๊อกอินให้เรียนร้อย

2.พิมพ์คำสั่งตามนี้เลย

sudo apt-get update
sudo apt-get install unity-2d
sudo apt-get install ubuntu-desktop
sudo apt-get install compizconfig-settings-manager
sudo apt-get install compiz-plugins-extra
sudo apt-get update

3.ทำการรีสตาร์ทเครื่องจากคำสั่ง  sudo shutdown -r now   เมื่อรีสตาร์ทมามันจะขึ้นหน้า GUI ให้เราทันทีซึ่งถ้าใครอยากจะให้มันรันหน้า  text ก่อนผมก็ได้เขียนบทความเกียวกับเรื่องนี้ไว้แล้วลองอ่านดูได้นะคับ
ตามลิ้งค์นี้เลย http://moonlining.blogspot.com/2013/02/ubuntu-gui-boot-in-ubuntu-12.html

คำสั่ง และการใช้งานโปรแกรม VI - Editor



คำสั่ง และการใช้งานโปรแกรม VI - Editor

      ผมเพิ่งหัดใช้งาน  vi-editor แล้ว  เห้ยใช้ง่ายดีเนอะ ^^ วันนี้เลยเอามาฝากกัน(ซึ่งผมก็ไปก๊อปเค้ามาแล้วไอคนที่ผมก๊อปมาเค้าก็ไปก๊อปมาอีกที  )  ..งงม่ะช่างเถอะเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ  = ="

ในระบบยูนิกซ์ทั่วไปจะต้องมีเครื่องมือสำหรับเอาไว้ตกแต่งแก้ไขไฟล์เอกสาร ประจำไว้อยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งก็คือ vi (อ่านว่า วี-ไอ) ในตอนเริ่มแรกของการ ใช้งาน vi แทบทุกคนจะบอกว่า การใช้งานและการทำความเข้าใจนั้นยาก กว่า Editor ที่เป็นพวก Pulldown Menu Driven บนดอส เช่นพวก เวิร์ด จุฬาฯ หรือ Q-Editor มาก (ในยูนิกซ์จะเป็นพวก Emacs หรือ pico)

แต่หากคุณพยายามฝึกฝนใช้งานไปสักพักหนึ่งแล้ว คุณจะรู้สึก ว่า vi เป็น Editor ที่มีการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดตัว หนึ่ง และคุณสมบัติต่างๆ ของ vi ที่มีมาให้ก็จะสามารถทำให้คุณใช้งาน vi ได้ อย่างสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้การที่คุณใช้งาน vi เป็น จะทำให้คุณได้ เปรียบ กว่าการใช้งาน Editor ตัว อื่นๆ เพราะ vi เป็น Editor พื้นฐานที่จะ ต้องมีประจำไว้กับยูนิกซ์ทุกตัวอยู่แล้ว ในขณะที่ Editor ตัวอื่นๆคุณอาจหา ไม่พบใน ยูนิกซ์รุ่นอื่นๆก็ได้..

วิธีการใช้งานอย่างคร่าวๆ

vi จะมีรูปแบบการใช้งาน (mode) อยู่สามแบบคือ
Command mode
Insert mode
Last line mode

Command mode 

        จะเป็นโหมดปกติตอนเริ่มต้น vi ในโหมดนี้คุณสามารถจะทำการ เคลื่อนย้ายเคอร์เซอร์ ลบข้อความ สำเนาข้อความ และทำงานอื่นๆได้ การทำงาน ใน mode นี้จะเป็นการเคลื่อนย้ายเคอเซอร์ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ หากย้ายไป ตำแหน่งที่ไม่มีข้อมูล มันจะส่งเสียงเตือน ตัวอักษรที่ใช้ใน mode นี้ที่ สำคัญได้แก่

การทำให้ Ubuntu รันหน้า text (Disable GUI Boot in Ubuntu 12.04)


 การทำให้ Ubuntu  รันหน้า  text  (Disable GUI Boot in Ubuntu 12.04)

      
            หลายคนอาจจะเคยลองเล่น   Ubuntu  Server แล้วลง GUI   แต่ทะลึ่งยากให้มันรันหน้า  Text (ซึ่งผมก็เป็นไอทะลึงหนึ่งในนั้น)  เรามาลองทำกันเลยดีกว่า

1.ให้เราล๊อกอิน  User  Root  นะคับเพราะว่าไฟล์ที่เราจะไปแก้มันให้ สิทธ์ Root  ในการแก้โดยใช้คำสั่ง  
sudo su  นะคับแล้วก็ เข้าไปเล๊ย แล้วก็ตามด้วยคำสั่ง  sudo apt-get update

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิธีการ Install Ubuntu server 12.04.1 LTS 64 bit



วิธีการ Install Ubuntu server 12.04.1 LTS 64 bit

          ดาวน์โหลดไฟล์ ISO ที่เว็บ www.ubuntu.com โดยตัวไฟล์นี้จะอยู่ให้หมวด Downloadแล้วก็เลือก Ubuntu Server โดยจะเลือก version 64 bit ซึ่งจะเป็น version ที่แนะนำไว้อยู่แล้วเมื่อดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เขียนไฟล์ลงบนแผ่น CD(หรือจะบูทเป็นแฟร์ชไดร์ฟก็ได้)


        

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

คำสั่ง Ubuntu Server


คำสั่ง Ubuntu Server


คำสั่ง Ubunut


ls
เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับแสดงแฟ้มข้อมูล (เช่นเดียวกับ dirของDOS) มากจากคำว่า list
รูปแบบคำสั่ง ls [option] [file]
option ที่มักใช้กันใน ls คือ
-l จะแสดงผลลัพธ์แบบ Long Format ซึ่งจะแสดง Permission ของแฟ้มด้วย
-a จะแสดงแฟ้มข้อมูลทั้งหมด
-F จะแสดง / หลัง Directory และ * หลังแฟ้มข้อมูลที่ execute ได้
ตัวอย่างการใช้งาน
ls -l
ls -al
ls -F

adduser
คำสั่งเพิ่ม User ให้กับระบบ Unix,Linux
รูบแบบการใช้งาน adduser -g (group) -d (Directory) (User)
ตัวอย่าง adduser -g root -d /home/user1 user สร้าง User ชื่อ Login คือ user1 เป็นสมาชิกในกลุ่ม root

useradd
คำสั่งเพิ่ม User ให้กับระบบ Unix,Linux (ใช้เหมือนกับคำสั่ง adduser)
รูบแบบการใช้งาน useradd -g (group) -d (Directory) (User)
ตัวอย่าง useradd -g root -d /home/user1 user สร้าง User ชื่อ Login คือ user1 เป็นสมาชิกในกลุ่ม root


วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

การติดตั้งJDKและเซตPart

การติดตั้งJDKและเซตPart


1.Download โปรแกรม เราสามารถ Download ตัวโปรแกรมได้ที่ http://www.oracle.com/technetwork/java/javase/downloads/index.html

เลือก Accept License Agreement  และ Download ตัวที่รองรับกับ OS เรา